Anti-aging สูตรลับชะลอวัย รู้จักไว้… ห่างไกลริ้วรอย

Anti-aging… เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่กังวลเรื่องริ้วรอย ว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยชะลอวัย ต้านความแก่ ฯลฯ แต่แท้จริงแล้ว Anti-aging คืออะไร? คงมีน้อยคนที่รู้

 

ถ้าถามว่าผู้หญิงเรากลัวอะไรมากที่สุด? แน่นอนว่า 99 เปอร์เซ็นต์ ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “กลัวแก่” ความกลัวนี้จะยิ่งถูกกระตุ้นเมื่ออายุมากขึ้น แล้วเท่าไรถึงจะเรียกว่าอายุมาก? เอาเป็นว่าขอโฟกัสไปที่วัย 25 อัพ เพราะเป็นวัยที่เพิ่งเริ่มทำงานและเริ่มแต่งหน้าอย่างจริงจัง และเมื่ออายุมากขึ้นจะทำให้สารพยุงผิวลดลง ไม่เพียงแต่คอลลาเจน (Collagen) และไฮยาลูรอน (Hyaluron) ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาความชุ่มชื้น ช่วยลดริ้วรอยและให้ผิวเต่งตึง ทำหน้าที่ลดลงเท่านั้น อีลาสติน (Elastin) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนสปริงให้ความยืดหยุ่นกับผิวก็ลดลงไปด้วย ปัญหาความหย่อนคล้อย ผิวขาดความกระชับ เกิดริ้วรอย จึงตามมาติดๆ จนรู้สึกเหมือนถูกกระชากความเป็นหนุ่มสาวโดยไม่ทันตั้งตัว ดูร่วงโรยและแก่กว่าวัย หมดความมั่นใจไปโดยปริยาย…. แล้ว Anti-aging คืออะไร ช่วยต่ออายุผิวให้ดูเด็กขึ้นหรือแก่ช้าลงได้จริงหรือ?

 

รู้จัก Anti-aging ฉบับย่อ… แต่รู้จริง

Anti-aging แปลตรงๆ ก็คือความไม่แก่หรือการต้านความชรานั่นเอง เรามักจะเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์นิยมใช้คำนี้โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นครีมลดริ้วรอย ต่อต้านความหย่อนคล้อย ฯลฯ ทำให้เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความสวยงามที่ใช้ในการชะลอความแก่ คืนความอ่อนเยาว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

แต่แท้จริงแล้ว Anti-aging เป็นศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือ “ศาสตร์ชะลอวัย” ในทางการแพทย์ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากฝั่งยุโรป ก่อนจะแพร่หลายในอเมริกาและได้รับความสนใจในวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะผิวพรรณหรือแค่ความงามภายนอก แต่เป็นศาสตร์ที่เน้นให้ความสำคัญจากภายในสู่ภายนอก โดยมีหลักอยู่ที่การรักษา ฟื้นฟูและป้องกันเซลล์ที่เสื่อมสภาพในร่างกายเพื่อช่วยให้เข้าสู่ความชราช้าลง แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย มีอายุที่ยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในด้านต่างๆ ทั้ง ‘Body’ และ ‘Mind’ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อสุขภาพดีจากภายในแล้วก็จะส่งผลถึงความงามของผิวพรรณภายนอกที่สดใส เปล่งปลั่ง ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงนั่นเอง

 

ทฤษฎีของศาสตร์ชะลอวัยมีการค้นพบว่า ระดับฮอร์โมนในร่างกายคนเราจะสูงสุดเมื่ออายุ 25 ปี เมื่อเลยวัยนี้ไปแล้วฮอร์โมนทุกตัวจะเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ระบบต่างๆ จะทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม โดยสัญญาณความชราเช็คได้ง่ายๆ เริ่มจากอาการเหนื่อยง่าย ตื่นยาก นอนไม่หลับ ความจำสั้น การได้ยินลดลง ระบบการเผาผลาญ ระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารที่ไม่ดีเหมือนเดิม ฯลฯ เป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บและอาการต่างๆ ที่ยากเกินคาดเดา ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและข้อจำกัดที่แตกต่างในร่างกายของแต่ละคน และแน่นอนว่าสิ่งที่ผู้หญิงเรากลัวกันมากที่สุดคือผิวเหี่ยวย่นและมีริ้วรอย ความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเหล่านี้บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและใจเป็นอย่างมาก จนหลายคนเริ่มกังวลและต้องคิดหาวิธีเพื่อต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกทุกวิถีทาง

 

เมื่อความแก่เป็นต้นเหตุ ต้องลองมาดู “ทฤษฎีความชรา” ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เราแก่? ตามหลักทางวิทยาศาสตร์อาจพอสรุปได้ว่าความชราเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม สารอนุมูลอิสระ การอักเสบในระดับเซลล์ ภาวะน้ำตาลสะสม ฮอร์โมนที่ลดลงหรือภาวะพร่องฮอร์โมน การสะสมของสารพิษ การเสื่อมสภาพของเซลล์ต้นกําเนิด (Stem cell) และแสงแดด ซึ่งหากเลือกได้ใครก็คงไม่อยากแก่ และหนึ่งในหนทางที่สามารถชะลอให้เกิดช้าที่สุดได้ก็คือศาสตร์ชะลอวัยนั่นเอง

 

หัวใจหลักของ Anti-aging ที่สาวๆ พึงรู้… ไม่แก่ ริ้วรอยไม่ถามหา

 

1.ควบคุมน้ำหนักให้คงที่

ในวงการ Anti-aging มีแนวคิดหนึ่งที่ยอมรับกันทั่วไปคือ การจำกัดแคลอรีให้น้อยลง (หรือกินให้น้อยลงนั่นเอง) สามารถยืดอายุให้ยืนยาวขึ้นได้จริง เพราะเมื่อกินน้อยร่างกายก็เผาผลาญน้อย โอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ก็ลดลง การเกิดอนุมูลอิสระและการอักเสบก็น้อยลงตามไปด้วย เหตุผลที่ต้องควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป เพราะความอ้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เร่งให้คนแก่เร็ว โดยมีตัวแปรคืออายุที่มากขึ้น ทำให้กระบวนการเผาผลาญแคลอรีในร่างกายลดลงตามวัย และผู้ร้ายคือความหวาน จำให้ขึ้นใจเลยว่าความหวานหรือน้ำตาลนั้นร้ายกว่าแค่ทำให้อ้วน ถ้าไม่อยากแก่เร็วควรเลี่ยงการกินแป้งและน้ำตาลขัดขาวตั้งแต่ตอนนี้เลย

 

2.หยุดตัวการที่ทำให้ร่าง (กาย) เสื่อม

ข้อนี้ขอให้โฟกัสสิ่งที่กิน อย่าลืมว่า You are What you eat ใช้ได้เสมอ ดูเหมือนเป็นเรื่องเบสิกที่ทุกคนรู้อยู่แล้วคือเน้นกินผัก ผลไม้ อาหาร 5 หมู่ต้องจัดให้พร้อม แต่ถ้าไม่อยากแก่เร็วต้องหลีกเลี่ยงตัวการที่ช่วยเร่งให้ร่างกายเราเสื่อม ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล ของหวานต่างๆ แป้งขัดขาว ของทอด ของมัน ฯลฯ เพราะเมื่อได้รับเข้าไปแล้วจะแท็คทีมผูกติดกับโมเลกุลจำพวกโปรตีน (ที่เรียกว่าปฏิกิริยา Glycation) เช่น ถ้าผูกติดกับคอลลาเจนที่ผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังเสียความยืดหยุ่น ถ้าผูกติดกับคอลลาเจนที่หลอดเลือด จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อภาวะความดันเลือดสูง และถ้าผูกติดกับ DNA ก็จะทำให้ DNA เสื่อมสภาพ เกิดความเสื่อมโทรมในระดับเซลล์

สิ่งที่ควรกินตามศาสตร์การชะลอวัยคือ อาหารปลอดสารพิษ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ คะน้า ปวยเล้ง บร็อคโคลี บีทรูท หอมหัวใหญ่ พริกหวานแดง ข้าวโพด มะเขือม่วง พรุน ลูกเกด บลูเบอร์รี สตรอว์เบอรี พลัม ส้ม องุ่นแดง กีวี ในหมวดโปรตีนถ้าเป็นเนื้อสัตว์ก็ควรเลือกเนื้อปลาที่มีโอเมก้า 3 และเนื้อไก่ แทนที่เนื้อหมูและเนื้อวัว ซึ่งแม้จะเลาะเอาไขมันออกหมดก็ยังมีไขมันในเนื้อแดงอยู่ดี โปรตีนจากเต้าหู้ก็น่าคบเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และมีสารที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโทรเจน (Estrogen) ที่พบในเพศหญิง สุดท้ายที่แนะนำคือถั่วไม่จำกัดชนิด เพราะมีไขมันดี มีสารต้านอนุมูลอิสระและมีเส้นใยสูงที่ช่วยการขับถ่ายได้ดี

 

3.ดีท็อกซ์กายและใจ

การออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องเบสิกที่ทุกคนรู้ แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้คือหากออกกำลังกายหักโหมจนเกินไปจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากกว่าปกติ แล้วแค่ไหนที่เรียกว่า “หักโหม” คิดง่ายๆ ถ้าการออกกำลังกายของคุณคือการวิ่ง และถ้าคุณเป็นนักวิ่งอยู่แล้วก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะการวิ่งนั้นดีต่อการชะลอวัย ในแง่ของหลักวิทยาศาสตร์การกีฬามีแนวทางว่า วิ่งหนักได้แต่ต้องฟื้นร่างกายให้ดีพอก่อนวิ่งหนักครั้งต่อไป เท่ากับว่าเป็นกุศโลบายที่ป้องกันไม่ให้ออกกำลังกายหนักและถี่เกินไป

และจะดีขึ้นไปอีก ถ้ามีเวลาออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (Weight Training) ด้วย เพราะจะช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หรือฮอร์โมนแห่งความเป็นหนุ่มสาวด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งดีกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่น อาหารที่กินในช่วงฝึกซ้อมหนักก็ควรเป็นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะเป็นพิเศษ เพื่อให้พร้อมต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่เราสร้างขึ้นมา

นอกจากนี้ ควรออกกำลังสมองแบบง่ายๆ เริ่มจากลองหัดทำอะไรที่ไม่เคยทำ เช่น เล่นเกมหรือกีฬาที่ไม่เคยเล่น เปลี่ยนเส้นทางหรือวิธีการเดินทาง เพื่อกระตุ้นและฝึกสมองในแง่การคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และการวางแผนต่างๆ ให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และออกกำลังใจด้วยกิจกรรมที่ปลดปล่อยอารมณ์อย่างการทำสมาธิ ปัจจุบันมีผลวิจัยพบว่าคนที่ทำสมาธิเป็นประจำจะมีสมองที่ดี คิดอะไรได้รวดเร็วกว่าอายุจริง และช่วยให้ร่างกายแก่ชราช้าลง หรือหากชอบฟังเพลงการใช้ดนตรีบำบัดก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

 

4.บอกลาไลฟ์สไตล์ที่เป็นพิษ

Anti-aging จะให้ผลดีขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด ลดความเครียด ใช้มือถือและคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หยุดเป็นเพื่อนกับแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพราะไลฟ์สไตล์ที่เป็นพิษเหล่านี้ส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล และเชื่อมโยงให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความเป็นหนุ่มสาวที่ช่วยในเรื่องของการต้านความแก่ไม่หลั่ง ร่างกายและผิวพรรณจึงเสื่อมลงเป็นของแถม สาวๆ คนไหนที่กำลังคร่ำเคร่งกับการใช้ชีวิตแบบนี้อยู่รีบฉุดตัวเองขึ้นมาด่วน!

 

จะเห็นได้ว่า Anti-aging ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพราะหลักการทั้งหมดนั้นผูกพันและขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเรา ซึ่งมีนัยสำคัญที่เทียบเคียงได้ว่า หากคุณดูแลตัวเองจากภายในได้ดีตามศาสตร์การชะลอวัยแล้ว นอกจากผลลัพธ์คือสุขภาพดีและอายุยืนยาว จะส่งผลมาถึงผิวพรรณภายนอกที่ดูเปล่งประกายสดใส อ่อนกว่าวัยอย่างไร้ที่ตินั่นเอง

 

เมื่อดูแลดีจากภายในสู่ภายนอก ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยที่ว่าแน่ก็วิ่งตามอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ทันแน่นอน


Related Posts